เกี่ยวกับโครงการ
กิจกรรมของโครงการ
สาระน่ารู้สำหรับประชาชน
วิธีการใช้ยา
คำถามน่าสนใจ
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
ติดต่อโครงการ
 
 
 
 
 
 
YOUR E-mail
 
 

 

ทำไมต้องรับประทานยาลดไขมันในเลือด

ไขมันโคเลสเตอรอล สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจขาดเลือด การศึกษาก่อนปี คศ.1994 พบว่าการลดไขมันโคเลสเตอรอล ไม่ได้ประโยชน์มากนัก เนื่องจากยาที่ใช้ในการศึกษาสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลได้น้อย แต่หลังจากการศึกษา ชื่อย่อว่า 4 S Study รายงานการใช้ยาลดไขมันกลุ่มใหม่ เรียกว่ากลุ่ม Statins ในผู้ป่วยไขมันโคเลสเตอรอลสูงที่เป็นโรคหัวใจ พบว่าสามารถลดอัตราตายโดยรวม อัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้มาก การศึกษาต่อมาในผู้ที่มีไขมันโคเลสเตอรอลสูง แต่ยังไม่เป็นโรคหัวใจ พบว่ายากลุ่ม Statins นี้สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือดลงได้เช่นกัน สำหรับไขมันไตรกลีเซอไรด์นั้น ปัจจุบันมีข้อมูลสนับสนุนว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวหนึ่งสำหรับโรคหัวใจขาดเลือด แต่ข้อมูลเรื่องการลดไขมันนี้ในผู้ที่ยังไม่เป็นโรคหัวใจยังมีไม่มากนัก ประโยชน์จากการลดไขมันไตรกลีเซอไรด์เห็นได้ชัดในผู้ที่เป็นเบาหวาน และ มีไขมันเอช-ดี-แอล ต่ำ นอกจากนั้นแล้วหากไขมันไตรกลีเฅอไรด์สูงเกิน 500 มก.ต่อดล. ก็จำเป็นต้องรักษาเนื่องจากอาจเกิดตับอ่อนอักเสบ

เมื่อไรต้องรับประทานยาลดไขมันโคเลสเตอรอล

การควบคุมอาหารเต็มที่ จะลดระดับโคเลสเตอรอลได้ประมาณร้อยละ 10-15 ซึ่งอาจเพียงพอในผู้ที่มีไขมันสูงบางราย ในขณะที่อาจไม่เพียงพอในผู้ป่วยเบาหวาน หรือ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ที่ควรให้แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลต่ำกว่า 100 มก.ต่อดล. ดังนั้นการพิจารณาใช้ยาจึงขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆของผู้ป่วย ระดับไขมันโคเลสเตอรอล และ ดุลยพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตามการรับประทานยาเป็นเพียงการลดโอกาสเกิดโรคหรือผลแทรกซ้อนทางหลอดเลือดเท่านั้น ไม่ได้ป้องกันการเกิดโรค การรับประทานยาต้องควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ และอยู่ในความดูแลของแพทย์เสมอ

รับประทานยาไปนานเท่าไร

จุดมุ่งหมายในการลดไขมันในเลือด ไม่ใช่เพียงการลดระดับไขมันในเลือดลงเท่านั้น แต่ควรหวังผลในการลดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดแดงด้วย การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดแดง หรือ หลอดเลือดหัวใจ นี้เริ่มตั้งแต่วัยรุ่น และ ใช้เวลาสะสมนานหลายปีกว่าจะทำให้เกิดอาการ ดังนั้น หากต้องการให้ไขมันในผนังหลอดเลือดที่สะสมอยู่ลดลง ก็ต้องใช้เวลานานหลายๆปีเช่นกัน ประโยชน์จากการลดไขมันโคเลสเตอรอลจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อลดระดับไขมันแอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลลงต่ำ เป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง เช่น อย่างน้อย 5 ปี (หรือตลอดไป) การรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ระดับไขมันไม่ได้ต่ำตลอด อาจไม่ได้ประโยชน์จากยา

ยาลดไขมันในเลือดมีอะไรบ้าง

Bile Acid Sequestrants

ชื่อสามัญ Cholestyramine , Colesevelam (ยังไม่มีในประเทศไทย) ลดระดับโคเลสเตอรอลลง 7-25 % แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลลง 11-36 % มีผลต่อ เอช-ดี-แอล และ ไตรกลีเซอไรด์น้อย รับประทานวันละ 12 กรัม เนื่องจากยานี้ไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย จึงไม่มีผลต่อตับ แต่รสชาติไม่อร่อย รับประทานลำบาก ยาเป็นผงต้องผสมน้ำ มีผลแทรกซ้อนทางลำไส้บ่อย เช่น ท้องอืด ลมในท้องมาก ท้องผูก เป็นต้น และ ยังอาจขัดขวางการดูดซึมของยาบางชนิดด้วย

Statins

ยากลุ่มนี้เป็นกลุ่มเด่นมากในการลดไขมันโคเลสเตอรอล นอกจากลดไขมันโคเลสเตอรอลได้ดีแล้ว ยังเชื่อว่ามีผลดีต่อหลอดเลือดแดง โดยกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลดไขมันด้วย ยากลุ่มนี้มีด้วยกันหลายชนิด เช่น Fluvastatin Atorvastatin Pravastatin Simvastatin Cerivastatin (ปัจจุบันไม่มี Cerivastatin จำหน่ายแล้ว) และ Rosuvastatin (ยังไม่มีจำหน่าย) สามารถลดระดับโคเลสเตอรอล และ แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล ได้ดีมาก คือ 25-40 % (ขึ้นกับชนิด และ ขนาดยา) เพิ่มเอช-ดี-แอล 6-10 % ลดไตรกลีเซอไรด์ได้ 10-20 % ยานี้จึงควรใช้เป็นกลุ่มแรกสำหรับผู้ที่มีไขมันโคเลสเตอรอลสูง สำหรับผลแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ ตับอักเสบ (ค่า SGOT/SGPT ขึ้นสูงเล็กน้อย) พบได้น้อยประมาณ 1 ใน 15,000 ราย และ กล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง (Rhabdomyolysis) 1 ใน 30,000 ราย ซึ่งนับว่าต่ำมาก แต่ก็ต้องระวัง โดยเฉพาะการใช้ยานี้ร่วมกับยา กลุ่ม Fibrates และ ไม่ควรใช้ยา กลุ่มนี้ในผู้ป่วยโรคตับ

Fibrates

ชื่อสามัญ เช่น Gemfibrozil Bezafibrate Fenofibrate ได้ผลดีในการลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ลดลงได้ 20-40 % ขึ้นกับขนาดยา ลดโคเลสเตอรอลได้น้อยมาก (8-10 %) จนไม่ควรใช้เป็นยาตัวแรกในการลดโคเลสเตอรอล เพิ่ม เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล 10-15 % จึงเหมาะในผู้ป่วยเบาหวานที่มักจะมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง และ เอช-ดี-แอล ต่ำ ผลแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ อาจเกิดนิ่วในถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นได้ (แต่พิสูจน์ยังไม่ได้ชัดเจน) ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ

Niacin

ทราบกันมานานแล้วว่า Nicotinic acid หรือ Niacin สามารถลดไขมันในเลือดได้ทั้งโคเลสเตอรอล และ ไตรกลีเซอไรด์ สามารถเพิ่มไขมัน เอช-ดี-แอล ได้มากที่สุดในบรรดายาที่มีอยู่ แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้ เนื่องจากผลแทรกซ้อนจากยามีมาก ปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบของยาเป็นชนิดออกฤทธิ์นาน ทำให้ผลแทรกซ้อนลดลง Niacin ลดแอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล ได้ 20-30 % ลดไตรกลีเซอไรด์ 20-50 % เพิ่ม เอฃ-ดี-แอล ได้มากถึง 15-35 % ผลแทรกซ้อนที่พบคือ อาการร้อนวูบวาบเนื่องจากการขยายหลอดเลือดแดง ความดันโลหิตต่ำ น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือควบคุมได้ยากขึ้น กรดยูริคสูงขึ้น แต่ที่น่ากลัวคือตับอักเสบรุนแรง ปัจจุบันยานี้ในรูปแบบออกฤทธิ์นานยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

กลุ่มอื่นๆ

Orilstat เป็นยาที่ใช้ลดน้ำหนัก ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดซึมของไขมันที่รับประทานเข้าไปในลำไส้ โดยลดการดูดซึมของไขมันเข้าร่างกายได้ประมาณ 30% เมื่อไขมันจากอาหารเข้าร่างกายลดลง ผลพลอยได้ประการหนึ่งคือไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดลดลงด้วย ประมาณ 8-10 % ยานี้มีผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง ไม่เป็นอันตราย แต่รำคาญ เช่น ท้องอืด ลมมาก ผายลมบ่อย อุจจาระเป็นน้ำมัน เป็นต้น

Fish Olis (Omega-3-Polyunsaturates) น้ำมันปลาที่มีส่วนผสมของ EPA และ DHA ในขนาดสูง สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้พอสมควร แต่ไม่มีผลลดไขมันโคเลสเตอรอล ผลแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ เกิดเลือดออกง่ายขึ้น จึงไม่ควรใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Warfarin, Orfarin) และ ควรระวังการใช้น้ำมันปลาร่วมกับแอสไพริน ผลแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เรอเป็นกลิ่นปลา ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน แต่พบไม่บ่อยนัก

Ezetimibe ยาลดไขมันกลุ่มใหม่ ที่น่าสนใจ เพราะยับยั้งการดูดซึมของไขมันโคเลสเต อรอลจากอาหาร โดยออกฤทธิ์ที่เซลเยื่อบุผิวของลำไส้เล็ก พบว่าสามารถลด แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล ได้ประมาณ 20 % และ ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ได้บ้าง จุดเด่นคือ หากให้ร่วมกับยากลุ่ม Statins จะลด แอล-ดี-แอล ได้มากขึ้นเป็น 50 % จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยากลุ่ม Statins ได้ หรือ ใช้แล้วระดับ ไขมันแอล-ดี-แอล ยังไม่ต่ำ ตามที่ต้องการ การเพิ่ม Ezetimibe จะฃ่วยลดแอล-ดี-แอล ลงได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน มีจำหน่ายในประเทศไทย

อาหารที่มีกาก หรือ เส้นใยอาหารมาก จะช่วยในการดูดซับไขมันจากอาหาร ลดการดูดซึมไขมันเช่นกัน เช่น ข้าวกล้อง เป็นต้น

กระเทียม สามารถลดโคเลสเตอรอลได้บ้าง แต่น้อยมาก อีกทั้งคุณสมบัติไม่แน่นอน ขึ้นกับหลายปัจจัย ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับในการแนะนำให้ใช้ยา

บทสรุป
การควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด และ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญในการลดระดับโคเลสเตอรอล อย่างไรก็ตาม ในบางรายจำเป็นต้องรับประทานยาเพื่อลดไขมันในเลือด เพื่อหวังผลในการลดการสะสมของไขมันในหลอดเลือดแดง และ ลดปัญหาแทรกซ้อนทางหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงอื่นๆ (เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดในช่องท้อง) หรือ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ เป็นต้น แม้ว่าไม่มียาตัวใดที่ปลอดภัย 100 % แต่ยาในปัจจุบันก็มีผลแทรกซ้อนต่ำมาก อย่าลืมว่าการปล่อยให้ไขมัน แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลในเลือดสูงมาก เป็นระยะเวลานานๆก็เป็นความเสี่ยงเช่นกัน


 
 
 
© Copyright HeartAndCholesterol.com All rights Reserved 2005